ทฤษฎีการเล่นเพื่อพัฒนาการทางสติปัญญา

ประเทศต่างๆ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกันมาก มีการจัดการอภิปราย การเขียนบทความ และการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก ทั้งนี้เพราะต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าการเล่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตยามปฐมวัยของเด็ก เมื่อเด็กเล่นเขาจะแสดงพฤติกรรมอันเป็นความสามารถส่วนรวมในระดับที่มีอยู่ในตัวเขาออกมา คือความสามารถในการใช้ร่างกาย การใช้ความคิด การใช้ภาษา การแสดงออกทางอารมณ์ และ การสัมพันธ์กับผู้อื่น นักจิตวิทยาสาขาต่างๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการเล่นของเด็ก และมักจะมีส่วนหนึ่งของทฤษฏีที่กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ อธิบายไว้ในแนวต่างๆ ว่าทำไมเด็กจึงเล่น

joker123

การเล่นเป็นการใช้พลังส่วนเกินของเด็ก เด็กเล่นเพราะเด็กมีพลังส่วนเกินของกล้ามเนื้อจึงต้องปลดเปลื้องพลังส่วนเกินนั้นด้วยการอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้

การเล่นเป็นการฝึกซ้อมตามสัญชาตญาณ เป็นการเตรียมตัวเพื่อปฏิบัติกิจกรรมแบบผู้ใหญ่ต่อไป

การเล่นเป็นการทบทวนการปฏิบัติตามวัฒนธรรม ในแนวนี้เห็นว่าการเล่นนั้นเป็นไปตามสัญชาตญาณ และตามชาติพันธุ์ การเล่นเป็นการนำเอากิจกรรมของบรรพบุรุษออกมาแสดงและเป็นการกระทำตามวิถีชีวิตที่คนรุ่นเก่าเคยกระทำมาแล้ว

การเล่นเป็นแนวทางการแสดงออกทางอารมณ์ที่ผู้แสดงรู้สึกว่าปลอดภัย การแสดงออกบางอย่างหากแสดงออกมาในรูปแบบของการเล่นก็จะไม่มีใครว่ากระไรเพราะถือว่าเป็นเพียงแค่การเล่น แต่หากการแสดงออกนั้นเป็นรูปแบบอื่นผลที่ตามมาอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ การเล่นจะเป็นกิจกรรมใดๆ ก็ได้ที่ผู้เล่นเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมา การเล่นเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสนุกเพลิดเพลินในตัวของการกระทำนั้นๆ เอง

สล็อต

การเล่นเป็นการลองผิดลองถูก เป็นการค้นคว้าด้วยการสัมผัส และเป็นการทดสอบทดลอง สิ่งที่สงสัย

การเล่นเป็นการกระทำที่เป็นผลรวมของพฤติกรรมทั้งหมดของเด็ก เป็นการปรับตัวเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับสิ่งรอบตัว และนำข้อมูลที่รู้และเข้าใจนั้นเข้าไปเก็บสะสมไว้ในโครงสร้างทางสติปัญญา เพื่อปรับขยายโครงสร้างเดิมให้กว้างใหญ่ขึ้น อันเป็นการเตรียมพร้อมที่จะรับการเรียนรู้ขั้นต่อไปอีก การเล่นเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งเกิดขึ้นเป็นลำดับ ต่อเนื่องกัน

ในบทความนี้จะขอนำแนวความคิดในข้อสุดท้ายมากล่าวต่อไป แนวความคิดนี้ Jean Piaget นักจิตวิทยาชาวสวิส ซึ่งศึกษาค้นคว้าเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่แรกเกิดต่อเนื่อง ไปจนถึงภาวะสูงสุดของการคิดการเข้าใจ ปิอาเจท์อธิบายว่าในชีวิตของเรานั้นจะต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอทั้งทางด้านสรีระ และด้านความคิดความเข้าใจเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ การปรับตัวนั้น อาศัยกระบวนการพื้นฐานสองแบบซึ่งทำงานต่อเนื่องกัน สนับสนุนกันและมิอาจจะขาดจากกันได้ ปีอาร์เจท์เรียกว่า assimilation และ accommodation

สล็อตออนไลน์

กระบวนการที่เรียกว่า assimilation นั้น จะทำหน้าที่เมื่อเรารับรู้ข้อมูลใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับ สิ่งของหรือเหตุการณ์จากภายนอกตัวเราเข้ามาตีความหมายตามระดับความสามารถเท่าที่เรามีอยู่ในตัว ตามระดับสติปัญญาของเราเท่าที่จะรับรู้ต่อสิ่งนั้นๆ ได้ พยายามที่จะนำเอาข้อมูลที่ได้รับจากสิ่งของ และเหตุการณ์นั้นมาปรับให้เข้ากับความรู้เดิมที่มีอยู่ ดังนั้นถ้าข้อมูลใหม่นั้นแตกต่างมากเกินไปจากข้อมูลเดิมที่เรามีสะสมอยู่ในโครงสร้างของสติปัญญา เราก็จะไม่สามารถเข้าใจข้อมูลใหม่นั้นได้ทั้งหมด ต้องปรับข้อมูลก่อนจึงจะรับเข้าไปในโครงสร้างของสติปัญญาได้

ส่วนกระบวนการที่เรียกว่า accommodation นั้นคือกระบวนการตรงกันข้าม ทำหน้าที่ปรับโครงสร้างที่มีอยู่แล้วภายในให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ คือมนุษย์จะต้องปรับโครงสร้างความคิดหรือโครงสร้างทางสติปัญญาของตนเองให้เหมาะกับประสบการณ์ที่จะรับเข้าไป เปรียบเสมือนเมื่อเวลาเราจะรับประทานอาหาร ถ้าจะเคี้ยวอาหารขนาดชิ้นใหญ่ๆ และแข็ง ก็จะต้องปรับการทำงานของอวัยวะ และกล้ามเนื้อให้เหมาะกับขนาดและความแข็งของอาหารนั้น กระบวนการทั้งสองนี้ทำงานร่วมกันตลอดเวลาเพื่อช่วยรักษาความสมดุลย์ ความสมดุลย์นั้นจะเกิดขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อกระบวนการทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นในภาวะเท่าๆ กันก็จะเกิดความสมดุลย์ขึ้น อันแสดงถึงการรับข้อมูลจากภายนอกและการปรับโครงสร้างจากภายในเกิดความลงรอยกันพอดี

jumboslot

กระบวนการทั้งสองนี้ไม่จำเป็นจะต้องลงรอยสมดุลย์กันอยู่ตลอดไป กระบวนการหนึ่งในบางขณะอาจทำหน้าที่มากกว่าอีกกระบวนการหนึ่ง ในกรณีที่ accommodation เกิดขึ้นมากกว่า เราจะสังเกตว่าการแสดงพฤติกรรมจะออกมาในรูปแบบของการเลียนแบบ การเอาอย่าง การเอาความคิดของผู้อื่นมาเป็นของตนอย่างไม่เปลี่ยนแบบเลย เมื่อ assimilation เกิดขึ้นมากกว่าพฤติกรรมจะแสดงออกในรูปแบบของการเล่น การแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนออกมา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนความจริงตามของเดิมเสียทีเดียว มีความแตกต่างแปลกใหม่ออกไปบ้าง อันได้แก่ การมีจินตนาการ การคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

Active Play คือกิจกรรมการเล่นใดๆ ที่เด็กเป็นผู้ร่วมเล่นด้วยตนเอง ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เป็นการเล่นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบกติกาที่เป็นทางการ (Unorganized/ Unstructured) และอยู่นอกเหนือชั่วโมงพลศึกษา ทั้งยังหมายถึงการละเล่นพื้นบ้าน เช่น วิ่งเปี้ยว ม้าเขย่ง ม้าก้านกล้วย ได้ด้วย อาจฟังดูเป็นนิยามใหม่ ทว่าที่จริงเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติของเด็กอยู่แล้วที่ชอบเล่น

การออกมาเล่น เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางกาย (Physical Activities หรือ PA) อันหมายถึง การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้างและทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกาย สามารถแบ่งได้ 3 ระดับ

ระดับเบา : คือระดับที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก เช่น การยืน การนั่ง

ระดับปานกลาง : คือการเคลื่อนไหวออกแรงที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีความหนักและเหนื่อยในระดับเดียวกับการเดินเร็ว ขี่จักรยาน การทำงานบ้าน ชีพจรเต้น 120-150 ครั้ง ระหว่างที่เล่นยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ และมีเหงื่อซึมๆ

slot

ระดับหนัก : คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการทำซ้ำและต่อเนื่อง โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง เดินขึ้นบันได การออกกำลัง มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป จนทำให้หอบเหนื่อย และพูดเป็นประโยคไม่ได้

การออกมาเล่น Active Play ที่ถือว่าได้ประโยชน์สูงและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือการมีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลาง-หนัก

ทำไมต้องชวนเด็กออกมาเล่น Active Play

แม้ธรรมชาติของเด็กจะชอบเล่น แต่จากการสำรวจพบว่า เด็กรุ่นใหม่กำลังขาดกิจกรรมทางกายอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเขตเมือง ปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอ เฉลี่ยวันละ 3.1 ชั่วโมง/วัน แถมยังมีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งมากขึ้น (Sedentary) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และขาดทักษะในการเข้าสังคม โดยผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปรียบเทียบปี พ.ศ.2555 และ 2557 พบว่า กลุ่มเด็กไทยมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 63.2 ในปี 2557

เมื่อศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า กลุ่มวัยรุ่น (ร้อยละ45) และกลุ่มเด็ก (ร้อยละ 36) มีพฤติกรรมอยู่หน้าจอ (Screen Time) มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 44.9ของกลุ่มเด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่หน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสัดส่วนผู้ที่มีภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ในระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยเรียน

Back To Top