พัฒนาการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน

ในทศวรรษนี้พัฒนาการของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมีผลต่อวิถีชีวิตประจำวันของผู้ในสังคมเป็นอย่างมาก จนเกิดคำจำกัดความบ่งชี้ว่า เป็นยุคสังคมก้มหน้า ยุคทองของสังคมทันสมัย ที่ไล่ตามนวัตกรรม เทคโนโลยี่ เพราะผู้คนพากันเพ่งมองหน้าจอมือถือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ในการติดตามข้อมูล แบ่งปันสาระต่างๆในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเล่นเกมส์ ที่ก้าวไกลถึงขั้น บรรจุเป็นกีฬารูปแบบหนึ่งไปแล้ว ท่ามกลางข้อโต้เถียง ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากมองว่า เกมส์เป็นเพียงความเพลิดเพลิน ไม่ได้ก่อประโยชน์ใดในสังคมคนเรา

joker123

มิหนำซ้ำยังมองว่า หากหมกมุ่น เล่นเกมส์มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อสายตา การเรียน การใช้ชีวิต ตามพัฒนาการของช่วงอายุที่ควรจะเป็นไป
ทั้งนี้หน่วยงานด้านการแพทย์ และสาธารณสุขของไทย กังวลว่าจากกระแสการเล่นเกมส์เพื่อเป็นกีฬา (E-Sport) อาจทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่าการส่งเสริมให้ลูกเล่นเกมส์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ตั้งแต่ยังเล็กเป็นสิ่งที่ดี

โดยทางการแพทย์ ยืนยันผลวิจัยว่าโดยพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลให้พัฒนาการของเด็ก แย่ลง ทั้งด้านสติปัญญา ภาษา สมาธิ และสังคม เพราะในกลุ่มเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี จะเป็นช่วงเวลาทองของชีวิต ที่สมองจะมีการสร้างเส้นใยประสาทและวงจรการทำงานได้มากและรวดเร็วที่สุด

สล็อต

ดังนั้นบรรดาลูกๆหลานๆเด็กๆเหล่านี้ควรต้องได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการเล่นกับพ่อแม่ พี่น้อง สัมผัสธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ ปั้นดิน ปล่อยให้เล่นดิน เล่นทราย ตามความเชื่อแต่โบราณที่ว่าเด็กๆจะได้รับธาตุดิน จากการเล่นทรายหรือรับธาตุน้ำ จากการ เล่นน้ำ ซึ่งต้องอยู่ในสายตา ความดูแลอย่างใล้ชิดด้วย เพราะเด็กๆอาจเผลอนำดิน ทรายเข้าปาก หรืออาจจมน้ำได้

รวมถึงกิจการ สร้างเสริมปัญหา ในการ เล่นอุปกรณ์ ทายคำ ทายสี ต่อบล็อก เล่นบทบาทสมมติทำครัว ช่วยเหลืองานบ้าน ทำงานศิลปะ ฟังดนตรี ออกไปสัมผัสประสบการณ์จริงในสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะทำให้พัฒนาการสมวัยในทุกด้าน

ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในทักษะต่างๆ ที่ได้จากการเล่น ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน การควบคุมยับยั้งตนเอง ความมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน
นอกจากนั้นกลุ่มเด็กวัยเรียนจะเป็นวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ปีนป่าย กระโดดโลดเต้น เล่นสนุก เล่นกีฬา สะสมอย่างน้อย 60 นาทีในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สล็อตออนไลน์

ด้วย จะทำให้ร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง สมาธิดีขึ้น สร้างความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม เด็กวัยเรียนจะมีเวลาว่างมากขึ้น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจำกัดชั่วโมงการเล่นเกมส์ ให้น้อยไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

ปัจจัยประกอบให้เกิดพัฒนาการเด็กด้วยการเล่นและขยับเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ไม่ยาก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อของเล่นหรือเกมส์สำเร็จรูปราคาแพงให้ อาจใช้ธรรมชาติรอบตัว การเล่นป่ายปีนอุปรณ์เครื่องเล่นตามลานสาธารณะในชุมชนใกล้บ้าน หรือแค่การให้เวลากับลูกๆด้วยการพาออกไปเดินเล่น หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันร่วมกัน ไม่ปล่อยให้มือถือหรือหน้าจอเกมส์เลี้ยงลูกแทน จะส่งผลดีกับชีวิตลูกทั้งระยะสั้นและยาว

ที่สำคัญ การเรียนรู้จากนอกบ้าน นอกห้องเรียนจะฝึกฝน สั่งสมทักษะ ประสบการณ์ชีวิต ให้เด็กๆ เรียนรู้ เลียนแบบ จดจำนำไปใช้ในชีวิตต่อไปในอนาคต ในเส้นทางชีวิต

jumboslot

Active Play คือกิจกรรมการเล่นใดๆ ที่เด็กเป็นผู้ร่วมเล่นด้วยตนเอง ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เป็นการเล่นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบกติกาที่เป็นทางการ (Unorganized/ Unstructured) และอยู่นอกเหนือชั่วโมงพลศึกษา ทั้งยังหมายถึงการละเล่นพื้นบ้าน เช่น วิ่งเปี้ยว ม้าเขย่ง ม้าก้านกล้วย ได้ด้วย อาจฟังดูเป็นนิยามใหม่ ทว่าที่จริงเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติของเด็กอยู่แล้วที่ชอบเล่น

การออกมาเล่น เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางกาย (Physical Activities หรือ PA) อันหมายถึง การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้างและทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกาย สามารถแบ่งได้ 3 ระดับ

ระดับเบา : คือระดับที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก เช่น การยืน การนั่ง

ระดับปานกลาง : คือการเคลื่อนไหวออกแรงที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีความหนักและเหนื่อยในระดับเดียวกับการเดินเร็ว ขี่จักรยาน การทำงานบ้าน ชีพจรเต้น 120-150 ครั้ง ระหว่างที่เล่นยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ และมีเหงื่อซึมๆ

ระดับหนัก : คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการทำซ้ำและต่อเนื่อง โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง เดินขึ้นบันได การออกกำลัง มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป จนทำให้หอบเหนื่อย และพูดเป็นประโยคไม่ได้

slot

การออกมาเล่น Active Play ที่ถือว่าได้ประโยชน์สูงและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือการมีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลาง-หนัก

ทำไมต้องชวนเด็กออกมาเล่น Active Play

แม้ธรรมชาติของเด็กจะชอบเล่น แต่จากการสำรวจพบว่า เด็กรุ่นใหม่กำลังขาดกิจกรรมทางกายอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเขตเมือง ปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอ เฉลี่ยวันละ 3.1 ชั่วโมง/วัน แถมยังมีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งมากขึ้น (Sedentary) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และขาดทักษะในการเข้าสังคม โดยผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปรียบเทียบปี พ.ศ.2555 และ 2557 พบว่า กลุ่มเด็กไทยมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 63.2 ในปี 2557

เมื่อศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า กลุ่มวัยรุ่น (ร้อยละ45) และกลุ่มเด็ก (ร้อยละ 36) มีพฤติกรรมอยู่หน้าจอ (Screen Time) มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 44.9ของกลุ่มเด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่หน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสัดส่วนผู้ที่มีภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ในระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยเรียน

Back To Top