ลดการเล่นโซเชียลเพิ่มเติมกิจกรรมทางกาย

จากผลงานวิจัยมากมายในหลากหลายประเทศ รวมถึงผลงานวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ได้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการติดจอในเด็ก ต่างก็ระบุชัดถึงผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ว่า นอกจากจะส่งผลทางด้านสุขภาพแล้ว พฤติกรรมดังกล่าว ยังส่งผลต่อการพัฒนาการทางอารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กในภาพรวมด้วย เพราะทำให้เด็กๆ มีภาวะความเสี่ยงที่จะมีไอคิวต่ำ ลดประสิทธิภาพทางการคิดอย่างมีเหตุผล ลดความทรงจำ ลดการตระหนักรู้ ความคิด การพัฒนาทางด้านภาษา และการรับรู้ทางความรู้สึก ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลอย่างมากในเด็ก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอโดยเฉลี่ยถึงวันละ 3.1 ชั่วโมง

joker123

ซึ่งนอกจากผลข้างต้นที่กล่าวมา การอยู่กับหน้าจอที่นานเกินไปในแต่ละวัน ยังอาจทำให้พวกเขาขาดทักษะในการเข้าสังคม การเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น มีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมายในอนาคต

ดังนั้นการลดเวลาหน้าจอลง แล้วเพิ่มกิจกรรมทางกาย หรือเพิ่มการเรียนรู้ในชีวิตจริงที่สร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆ นั้น ก็น่าจะผนวกเข้ากับการ “เรียนสนุก” กระตุ้นการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ในโครงการขับเคลื่อนความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและครอบครัว และการพัฒนาศักยภาพเยาวชนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักพิมพ์ bookscape ซึ่งมีผู้คร่ำหวอดในวงการศึกษา ทั้งอาจารย์ และผู้ปกครอง มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการเรียนผสมการเล่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในหัวข้อที่ “คุณเดชรัต สุขกำเนิด” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณพ่อที่พาลูกชายออกจากระบบการศึกษา แล้วมาเรียนด้วยตนเองในรูปแบบโฮมสคูล กล่าวไว้ถึงการเรียนรู้ให้สนุก 3 ประการว่า… 1. ต้องให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของพวกเขา 2. การเล่นหรือการเรียนนั้น ควรเป็นสิ่งที่เด็กๆ ไม่คาดฝัน หรือเป็นสิ่งทำแล้วเกิดความท้าทาย 3. จะต้องเป็นกิจกรรมที่ปลอดภัย ที่สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจกับพวกเขาได้ว่า จะสามารถทดลองเรียนรู้เองได้

สล็อต

กับตัวอย่างของ 7 กิจกรรมการ “เรียน-เล่น” สนุกได้… ที่จะชวนให้เด็กๆ ออกไปเรียนรู้แล้วห่างจอได้

  1. ชวนกัน.. ปั้นดิน เล่นทราย อาศัยงานศิลปะ เพื่อเพิ่มความสร้างสรรค์
  2. ชวนกัน.. ปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน กับผักกินได้รอบรั้วบ้าน
  3. ชวนกัน.. เลี้ยงสัตว์ อาบน้ำ พาเดินเล่น ฝึกความรับผิดชอบ และความโอบอ้อมอารีย์
  4. ชวนกัน.. ไปเที่ยวสวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์ ปลุกวิญญาณการเป็นนักสำรวจ และเรียนรู้
  5. ชวนกัน.. เล่นกีฬา สร้างวินัย มีน้ำใจ และรู้จักกฎกติกา
  6. ชวนกัน.. ไปทำงานจิตอาสา พากันเก็บขยะ และแบ่งปันสิ่งของ
  7. ชวนกัน.. ทำความสะอาด ปัดกวาด และเช็ดถู เพื่อให้รู้จักหน้าที่

สล็อตออนไลน์

ซึ่งวิธีการจัดการๆ เล่นนี้ ผู้ใหญ่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และช่วยกระตุ้นพวกเขาทีละเล็ก ทีละน้อย รวมทั้งให้เขาได้เป็นผู้เลือกทำกิจกรรมที่ชอบด้วยตัวเอง เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยการเล่น จะกลายเป็นเรื่องสนุกและถูกซึมซับไปในชีวิตประจำวันของพวกเขาในที่สุด จนสามารถลดพฤติกรรมการติดจอลงได้นั่นเอง

Active Play คือกิจกรรมการเล่นใดๆ ที่เด็กเป็นผู้ร่วมเล่นด้วยตนเอง ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เป็นการเล่นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบกติกาที่เป็นทางการ (Unorganized/ Unstructured) และอยู่นอกเหนือชั่วโมงพลศึกษา ทั้งยังหมายถึงการละเล่นพื้นบ้าน เช่น วิ่งเปี้ยว ม้าเขย่ง ม้าก้านกล้วย ได้ด้วย อาจฟังดูเป็นนิยามใหม่ ทว่าที่จริงเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติของเด็กอยู่แล้วที่ชอบเล่น

การออกมาเล่น เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางกาย (Physical Activities หรือ PA) อันหมายถึง การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้างและทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกาย สามารถแบ่งได้ 3 ระดับ

ระดับเบา : คือระดับที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก เช่น การยืน การนั่ง

ระดับปานกลาง : คือการเคลื่อนไหวออกแรงที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีความหนักและเหนื่อยในระดับเดียวกับการเดินเร็ว ขี่จักรยาน การทำงานบ้าน ชีพจรเต้น 120-150 ครั้ง ระหว่างที่เล่นยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ และมีเหงื่อซึมๆ

jumboslot

ระดับหนัก : คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการทำซ้ำและต่อเนื่อง โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง เดินขึ้นบันได การออกกำลัง มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป จนทำให้หอบเหนื่อย และพูดเป็นประโยคไม่ได้

การออกมาเล่น Active Play ที่ถือว่าได้ประโยชน์สูงและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือการมีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลาง-หนัก

ทำไมต้องชวนเด็กออกมาเล่น Active Play

แม้ธรรมชาติของเด็กจะชอบเล่น แต่จากการสำรวจพบว่า เด็กรุ่นใหม่กำลังขาดกิจกรรมทางกายอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเขตเมือง ปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอ เฉลี่ยวันละ 3.1 ชั่วโมง/วัน แถมยังมีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งมากขึ้น (Sedentary) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และขาดทักษะในการเข้าสังคม โดยผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปรียบเทียบปี พ.ศ.2555 และ 2557 พบว่า กลุ่มเด็กไทยมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 63.2 ในปี 2557

slot

เมื่อศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า กลุ่มวัยรุ่น (ร้อยละ45) และกลุ่มเด็ก (ร้อยละ 36) มีพฤติกรรมอยู่หน้าจอ (Screen Time) มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 44.9ของกลุ่มเด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่หน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสัดส่วนผู้ที่มีภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ในระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยเรียน

Back To Top